ปรัชญา philosophy

ปรัชญา philosophy    

ความ เจริญด้านปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็นความเจริญรสูงสุดของภูมิปัญญา กรีกเช่นเดียวกับความเจริญด้านศิลปกรรม นักปรัชญากรีกที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ได้แก่ โซเครติส เพลโต และอริสโตเติล

    โซเครติส (Socrates) เกิดที่นครเอเธนส์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 469-399 ก่อนคริสต์ศักราช เขาสอนให้คนใช้เหตุผลและสติปัญญาในการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ วิธีสอนของเขาซึ่งเรียกว่า “Socretic method” ไม่เน้นการท่องจำ แต่ใช้วิธีตั้งคำถามโดยไม่ต้องการคำตอบ แต่ให้ผู้ถูกถามขบคิดปัญหาเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แม้โซเครติสจะสั่งสอนลูกศิษย์มากมาย แต่ก็ไม่เคยมีผลงานเขียนของตนเอง ดังนั้นปรัชญาและทฤษฎีของเขาที่รู้จักกันสืบมาจึงเป็นผลงานที่ถ่ายทอดโดยลูก ศิษย์ของเขา

1

     เพลโต (Plato) เป็นศิษย์เอกของโซเครติส เกิดที่นครเอเธนส์ประมาณ 429 ปีก่อนคริสต์ศักราชและเป็นผู้ถ่ายทอดหลักการและความคิดของโซเครติสให้ชาวโลก ได้รับรู้ เพลโตได้เปิดโรงเรียนชื่อ “อะแคเดอมี” (Academy) และได้เขียนหนังสือที่สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการปกครอง การศึกษา ระบบยุติธรรม ผลงานที่โดนเด่นและทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาการเมือง สมัยใหม่คือหนังสือชื่อ สาธารณรัฐ (Republic) ซึ่งเสนอแนวคิดในการปกครองประเทศและมีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของผู้คน ทั่วโลก

85

อริสโตเติล (Aristotle) เป็นทั้งนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ เขาเป็นศิษย์ที่ชาญฉลาดของเพลโตและเคยเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซาน เดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย อริสโตเติลเป็นทั้งปราชญ์และนักวิจัยที่มีความสนใจหลากหลาย นอกจากปรัชญาทางการเมืองแล้ว เขายังสนใจวิทยาการใหม่ๆ อีกมาก เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ หลักตรรกศาสตร์ วาทกรรม จริยศาสตร์ ฯลฯ ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือหนังสือชื่อ การเมือง (Politics) ซึ่งเป็นการวิจัยรูปแบบการปกครองของนครรัฐต่างๆ ถึง 150 แห่ง

14

Related articles

๏ท่องมนต์ดินเเดนในฝันซานโตรินี ๏

❤ ๏ท่องมนต์ดินเเดนในฝัน Santorini๏

♥ “Santorini ซานโตรินี

GREECE ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณและกลุ่มเกาะอันงดงาม”♥

ซานโตรินี กรีซ สถานที่ท่องเที่ยว ในฝัน สวยตะลึง

 Σαντορίνη

sunset

ซานโตรินี Santorini, กรีซ Greece เป็น สถานที่ท่องเที่ยว ในวันสุดฮอต ของนักเดินทางทั่วโลก เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงาม และมีบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ที่สวยตะลึง ที่สำคัญ ซานโตรินี ยังมีชายหาดแปลกๆ

ซานโตรินี เป็น สถานที่ท่องเที่ยว ในวันสุดฮอต ของนักเดินทางทั่วโลก เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงาม และมีบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ที่สวยตะลึง ที่สำคัญ ซานโตรินี ยังมีชายหาดแปลกๆ ไม่เหมือนที่อื่น เช่น ชายหาดหินกรวดสีดำ ชายหาดสีแดง (เรดบีช) และชายหาดสีขาว (ไวท์บีช) ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากการระเบิดของภูเขาไฟในสมัยอดีตกาล

Santorini, Greece

สิ่งที่ทำให้ ซานโตรินี ยังนิยมเรียกกันอีกชื่อว่า ธีรา (Thera)) มีความโดดเด่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง บนเกาะนี้ก็คือ กลุ่มอาคารสีขาว รูปทรงแปลกตาที่ตั้งลดหลั่นกันตามเชิงเขาสูงชัน และ โบสถ์แสนสวยที่มียอดโดมสีน้ำเงิน ที่สำคัญ ซานโตรินี ยังติด 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวสุดเซ็กซี่

blue-domeโบสถ์แสนสวย ที่มียอดโดมสีน้ำเงิน

กรีซ (อังกฤษ: Greece; กรีก: Ελλάδα, ) หรือ เรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐเฮลเลนิก (อังกฤษ: Hellenic Republic ) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตอนใต้สุดของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนทางเหนือติดกับ ประเทศบัลแกเรีย มาซิโดเนีย และแอลเบเนีย มีพรมแดนทางตะวันออกติดกับประเทศตุรกี อยู่ติดทะเลอีเจียนทางด้านตะวันออก ติดทะเลไอโอเนียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านตะวันตกและใต้ กรีซนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันตกอันยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งกรีซได้แผ่อิทธิพลไปยัง 3 ทวีป

Santorini, Greece

ชาวกรีก เรียกประเทศตัวเองว่า Hellas ซึ่งภาษากรีกในปัจจุบันออกเสียง ว่า Ellas โดยในการพูดทั่วไปจะใช้คำว่า Ellada และมักจะเรียกตัวเองว่า Hellenes แม้กระทั่งในภาษาอังกฤษ ซึ่งคำภาษาอังกฤษ “Greece” มาจากชื่อละตินว่า Graecia หมายถึงพื้นที่ทางเหนือของกรีซในปัจจุบัน ซึ่งมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Graikos อาศัยอยู่ / ข้อมูลจาก wiki.pedia ประเทศกรีซ

oia1พระอาทิตย์ตกดิน ที่หมู่บ้าน เอีย

กิจกรรมที่ได้รับความนิยมอีกอย่างก็คือ เมื่อมาเยือ ซานโตรินี คือ การไปชมพระอาทิตย์ตก ที่ บ้าน เอีย (Oia or Ia) ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์มากที่สุด บนเกาะซานโตรินี นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ยังสามารถเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน รวมไปถึงการไปเดินเล่นชมความงดงามของชายหาด โบสถ์ และจุดท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Santorini, GreeceCafe in Oia, Santorini, Greece

 

Santorini, Greeceดอกเฟื่องฟ้า สีชมพูสดใส ที่ ซานโตรินี

Church in Santorini, GreeceChurch in Santorini, Greece

Colorful-Villasกำแพงสีน้ำเงินของที่พัก ทำให้ ซานโตรินี มีเสน่ห์สวยงาม

Oia, Santorini, GreeceOia, Santorini, Greece

Blue door in Oia.

Blue door in Oia.

มาดูภาพ ซานโตรินี แบบ ภาพวาดกันค่ะ

santorini-art-1ยอดโบสถ์สีน้ำเงิน ความงามอันโดดเด่น

santorini-art-2ทะเลสีคราม แสงแดดสดใส ที่ ซานโตรินี

santorini-art-3สีสันดอกไม้สวยๆ ที่ ซานโตรินี

santorini-art-4สีสันสดใส ที่ ซานโตรินี


ซานโตรินี กรีซ สถานที่ท่องเที่ยว ในฝัน สวยตะลึง

ซานโตรินี ( Santorini) หรือ ธีรา (Thera) เป็นเมืองบนเกาะตอนใต้ของทะเลอีเจียน ประเทศกรีซ มีความสวยงามจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยว ว่าเป็นเกาะอันดับ 2 ของโลกที่พวกเขาอยากมา[1] ซึ่งมีสถานทีสำคัญเช่น ยอดเขาโพรฟิทิส อิเลียส (Profitis IIias) เป็นจุดชมความงดงามของเกาะซานโตรินี เกาะมีความกว้างประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 567 เมตร

ประวัติศาสตร์ของเกาะนี้ ชาวฟินีเชียนอพยพเข้ามาที่เกาะนี้ราว 3,600 ปี ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นชาวลาโคเนียนก็เข้ามาปกครองเกาะนี้ กระทั่งถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ไมนอส ผู้ปกครองแห่งเกาะครีตได้แผ่ขยายอิทธิพลด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากอารยธรรมมิโนอันมายังเธรา แต่เกิดภูเขาไฟระเบิดขึ้นในเกาะในช่วงฤดูร้อนช่วง 1,650 ปีก่อนคริสตกาล (นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงเรื่องเวลาที่แน่นอนอยู่) ส่งผลให้เกาะเธราแตกออกเป็น 3 เกาะ กระแสลมยังพัดพาเถ้าภูเขาไฟไปไกลจนถึงเกาะต่าง ๆ ในละแวกใกล้เคียงและเกาะครีตที่อยู่ห่างไป 70 กิโลเมตร ไม่เพียงได้รับแรงระเบิดจากภูเขาไฟ ยังเกิดสึนามิที่มีความสูง 100-150 เมตร ถาโถมเข้าด้านเหนือของเกาะครีต ทำลายต้นไม้บ้านเรือน ทำให้เกาะทั้งเกาะจมทะเลในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้อารยธรรมมิโนอันเป็นอันล่มสลาย และเชื่อกันว่ความหายนะของเกาะครีตและหมู่เกาะไซคลาดิสเป็นแรงบันดาลใจให้เพลโต เขียนตำนานเรื่องแอตแลนติส และนำไปสู่การบันทึกถึงเรื่องราวเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของศาสนายูดาย คริสต์และอิสลาม

ทั้งนี้นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้เริ่มตามรอยอารยธรรมอันสาบสูย โดยในปี ค.ศ. 1860 ได้ขุดค้นบริเวณที่ถูกเถ้าถ่านและลาวาทับถม พบอาคารบ้านเรือน วิหารเทพเจ้า หลุมฝังศพในหุบเขา โรงละคร และข้าวของเครื่องใช้จำนวนมากแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าของยุคสำริด

 

BIGTHANKCREDIT: ภาพจาก Tumblr เรียบเรียงโดย travel.mthai,com http://travel.mthai.com/world-travel/45457.html

๏โอเดสซาОдесса เมืองเก่าอาณานิคม๏

❤ ๏โอเดสซา เมืองเก่าอาณานิคม๏

ODESSA UKRAINE Одесса украина

“ประเทศยูเครน” (Ukraine) อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โดยมี “กรุงเคียฟ” (Kiev) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศยูเครน ในสมัยอดีตยูเครนเคยเป็นหนึ่งในดินแดนของรัสเซีย หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศยูเครนก็ได้รับเอกราช ในปี พ.ศ. 2534….

5502030101

“เมืองโอเดสซา”

“เมืองโอเดสซา” (Odessa) อีกหนึ่งเมืองท่าแห่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ซึ่งตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศยูเครน ตัวเมืองตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสีดำ (Black Sea) และยังถือว่าเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของยูเครนอีกด้วย

“เมืองโอเดสซา”

เมืองโอเดสซา เป็นเมืองที่มีท่าเรือพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ อีกทั้งยังถือว่าเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของยูเครน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมกรีกโบราณ และครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางในการค้าสำหรับจักรวรรดิรัสเซีย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางทางปัญญาและศิลปะก่อนที่จะมีการปฏิวัติและในช่วงที่ สหภาพโซเวียต

“ท่าเรือโอเดสซา”

สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองโอเดสซานั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำให้คุณไปชม คือ “ท่าเรือโอเดสซา” (Odessa Port) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตทะเลสีดำ เป็นสถานที่ที่คุณจะได้ชมวิวทะเลที่งดงาม รวมไปถึงบรรดาเรือหลากหลายขนิดที่เข้ามาจอดเทียบท่าอย่างมากมาย

“ท่าเรือโอเดสซา”

หลังจากนั้นแนะนำให้คุณไปชมความงามของ “ชายหาดโอเดสซา” โดยชายหาดนั้นตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของตัวเมืองโอเดสซา ซึ่งประกอบไปด้วยชายหาดยอดนิยมจำนวนหลายๆแห่ง อาทิเช่น “หาดLanzheron” เป็นหาดที่อยู่ใกล้กับใจกลางเมือง , “หาดArcadia” เป็นชายหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีร้านอาหาร, บาร์, ดิสโก้ไนท์คลับและความบันเทิงเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้วยังมีหาดอื่นๆที่อยู่ไกลจากกันซึ่งหากมีเวลามากพอคุณต้องไม่ พลาดไปเยือนสักครั้ง

“บันไดโพธอมคิน”

ต่อมาขอแนะนำให้คุณไปเยือน “บันไดโพธอมคิน” (Potemkin Steps) อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยบันไดแห่งนี้ถือว่าเป็นทางเข้าอย่างเป็นทางการสำหรับคนที่จะเข้ามาในเมืองโอเดสซา

บันไดโพธอมคิน ได้รับการออกแบบโดย F.BOFFO โดยบันไดทั้งหมด 192 ขั้น สูง 27 เมตร และยาว 136 และ 5 เมตร ไม่ไกลจากกันักจะเป็นอนุสาวรีย์ของ DUKE DE RICHELIEU ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งของโอเดสซา รวมไปถึงอาคารเทศบาลเมือง และโบสถ์ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองโอเดสซาก็ว่าได้

“โอเดสซาโอเปร่าและบัลเล่ต์เธียเตอร์”

จากนั้นขอแนะนำให้คุณไปเยือน “พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งโอเดสซ่า” พิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอเดสซา ภายในมีการจัดแสดงคอลเลกชันศิลปะมากมาย รวมไปถึงเหล่าศิลปภาพวาดที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันงดงาม

ถัดมาขอแนะนำให้คุณไปเยือน “โอเดสซาโอเปร่าและบัลเล่ต์เธียเตอร์” (Odessa Opera and Ballet Theater) อีกหนึ่งอาคารที่มีความสวยงาม ซึ่งถูกเปิดครั้งแรกในปี 1810 และถูกไฟไหม้ทำลายไปใน ปี 1873 ต่อมาถูกสร้างขึ้นใหม่ในในสไตล์นีโอบาร็อค และเปิดอีกครั้งในปี 1887 ปัจจุบันถือว่าเป็นอาคารที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอาคารดีที่สุดแห่ง หนึ่งของโลกอีกด้วย

“สุสานโอเดสซา”

สุดท้าย ขอแนะนำให้คุณไปเยือน “สุสานโอเดสซา” (Odessa catacombs) ถูกสร้างขึ้นจากเหมืองแร่เก่าที่ถูกทิ้งร้างมานาน ภายในมีลักษณะเป็นอุโมงค์ ใต้ดินคล้ายๆกับเขาวงกตที่ความซับซ้อนขนาดใหญ่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สุสานได้ถูกใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนสำหรับเหล่าทหาร ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีมาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสำรวจอุโมงค์ ที่แม้จะมีอันตรายมากก็ตาม

BIGTHANKCREDITtravel.thaiza.com

๏ ความลับที่ซุกซ่อน…เมืองเฟอร์มานาจ์ ๏

๏ ความลับที่ซุกซ่อน…เมืองเฟอร์มานาจ์ ๏

ท่องเฟอร์มานาจ์ ชมสถาปัตยกรรมกรีกโบราณ

เฟอร์มานาจ์ (Fermanagh Lakelands) ตั้งอยู่ทางตะวันตก เฉียงเหนือของไอร์แลนด์ นับว่าเป็นสวรรค์ที่แท้จริงสำหรับนักท่องเที่ยวเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ น่าสนใจ และทรงคุณค่าแก่การค้นพบ แล้วคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพจนไม่รู้ลืม

ที่นี่คุณจะได้เพลิดเพลินกับวันแห่งการพักผ่อนแสนสบายท่ามกลางทะเลสาบ หรืออาจเลือกผ่อนคลายด้วยการเดินเล่นขึ้นไปบนเขาที่บริเวณหน้าผาลู นาวาร์หรืออุทยานคุลคาจ์ เมาน์เทน

เฟอร์มานาจ์ เป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับทะเลสาบ ทั้ง ลูจ์ เอิร์นตอนบน และ ลูจ์ เอิร์นตอนล่าง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการล่องเรือและการเล่นกีฬาทางน้ำประเภทต่างๆ ทะเลสาบ ซึ่งมีอาณาบริเวณทั้งสิ้นถึงหนึ่งในสามของเนื้อที่ทั้งหมดของแคว้น จึงเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาหลากหลายชนิด การตกปลาจึงเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและสามารถดึง ดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ เฟอร์มานาจ์ก็ยังเป็นดินแดนที่มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่มาก อาทิเช่น คาสเซิลคูล (Castlecoole) ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบ้านแห่งศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยกรีกโบราณของไอร์แลนด์

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ก็มี ปราสาทเอนนิสกิลเลน (Enniskillen Castle ) ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ของที่นี่ตั้งอยู่ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์กลางการออกแบบและหัตถกรรมบัตเตอร์มาร์เกต ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของตลาดขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมแห่งศตวรรษที่19 ที่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมใหม่

วัฒนธรรมและหัตถศิลป์นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้คนชาวเฟอร์มานาจ์ ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงและอุดมด้วยงานฝีมือที่มีชื่อเสียงระดับ โลกและได้รับรางวัล ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ เบลลีค พอตเทอรี่ (Belleek Pottery)

ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดของไอร์แลนด์ โดยมีความโดดเด่นและชื่อเสียงเกี่ยวกับเครื่องเคลือบที่มีความงดงาม ผลงานที่มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งในเฟอร์มานาจ์ก็ คือผลงานที่ได้รับรางวัลที่อยู่ใน พิพิธภัณฑ์ชีลีน ไอริช เลส(Sheelin Irish Lace Museum) ซึ่งเป็นผลงานเพียงชิ้นเดียวในไอร์แลนด์เหนือที่เป็นชุดผลงานการถักทอที่ใหญ่ที่สุดที่จัดแสดงให้บุคคลทั่วไปได้ชม

เฟอร์มานาจ์มี “ความลับที่ซุกซ่อน” อยู่มากมายให้คุณได้มาค้นพบ อาทิเช่น ชั้นใต้ดินของ ถ้ำมาเบิล อาร์ช (Marble Arch Caves) ซึ่ง จะมีเรือไฟฟ้าพาคุณลงไปยังถ้ำแห่งนี้เพื่อสำรวจหินงอกหินย้อย หลังจากใช้เวลาพักผ่อนกับการเที่ยวชมความงดงามของเฟอร์มานาจ์เรียบร้อยแล้ว

ถึงเวลาที่คุณจะต้องหันมาเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารชั้นยอด แล้วก็ผ่อนคลายไปกับเสียงดนตรีแบบไอริชดั้งเดิมหรืออาจจะเต้นรำในค่ำคืนที่ สนุกสนานที่ไนท์คลับสักแห่ง

 

BIGTHANKCREDIT:http://www.ilovetogo.com/Article/29/2309/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93

๏เดินทางสู่…เมืองโอลิมเปีย๏

❤ ๏ มนต์เสน่ห์นครกรีกโบราณที่ต้องมาเยือน ๏

เที่ยวเมืองโอลิมเปีย  ‘♥

การ เดินทางไปเที่ยวประเทศกรีซ (Greece) หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐเฮลเลนิก (Hellenic Republic) คือ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอันมากชื่อเสียง ที่ทาง อยากแนะนำให้คุณไปเยือนสักครั้งหนึ่ง

เมืองโอลิมเปีย

โดย ประเทศกรีซนั้นเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป โดยมี กรุงเอเธนส์ (Athens) เป็นเมืองหลวงและยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศกรีซ…

 

วิหารโอลิมเปียนเซอุส

“กรีซ” เป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยวที่ใครๆก็ต้องหลงรักไปกับมนต์เสน่ห์ของนครกรี กโบราณที่ยังคงทรงเสน่ห์เปรียบดังความงามของสาวสองพันปี ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งงดงามและน่าหลงใหลมากเป็นที่สุด นอกจากนี้แล้วในทุกๆซอกมุมของนครกรีซแห่งนี้ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติ ศาสตร์ ตำนาน รวมไปถึงความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าที่ยังคงมีการเคารพนับถือมาจนถึงปัจจุบัน นี้

 

วิหารโอลิมเปียนเซอุส

เมือง โอลิมเปีย (Olympia) อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกแห่งหนึ่งของประเทศกรีซ และหากย้อนเวลากลับไปประมาณ 776 ปีก่อนคริสตกาล เมืองแห่งนี้ยังเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดโอลิมปิกเกมส์เป็นที่แรกเพื่อเป็น เกียรติให้แก่เทพเจ้าโอลิมเปียเซอุส เป็นซึ่งจะมีการแข่งขันกีฬาเช่น วิ่ง มวยปลํ้า ชกมวย ทุ่มนํ้าหนัก กระโดดไกล ขี่ม้า ขับรถม้า แข่งขันการประพันธ์ การแต่งกลอน และการอ่านประวัติศาสตร์ จะจัดสำหรับผู้ชายชาวกรีซและโรมันเท่านั้น โดยมีขึ้นทุกๆ 4 ปี และห้ามผู้หญิงเข้าชมอีกด้วย

 

 

วิหารเทพีเฮร่า

นอก จากนี้แล้วเมืองโอลิมเปียยังได้รับการยอมรับว่าเป็นนครโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ปัจจุบันยังคงหลงเหลือเพียงซากปรักหักพังของเหล่าวิหาร ซึ่งบางวิหารยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และได้รับการบูรณะมาอย่างต่อ เนื่องจนถึงปัจจุบัน สำหรับการเที่ยวชมเมืองโอลิมเปียนั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่อยากแนะนำให้คุณไปชม คือ การไปชมความงงดงามของ วิหารโอลิมเปียนเซอุส หรือ ซีอุส หรือ เทพซุส (Temple of the Olympian Zeus) เจ้าแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้รอบรู้ทางด้านพยากรณ์อากาศ และเป็นผู้คุมกฎแห่งสวรรค์ สัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจของเขาคือ สายฟ้า (Thunderbolt) นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่ผดุงกฎหมาย และความยุติธรรม

 

 

วิหารเทพีเฮร่า

วิหาร โอลิมเปียนเซอุส ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่าง 456 – 472 ปีก่อนคริสตกาล เป็นโบราณสถานที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียง มากที่สุดของผระเทศกรีซ ปัจจุบันวิหารมีเสาแบบโครินเธียนเหลืออยู่เพียง 15 ต้น จากของเดิมทั้งหมดที่มีอยู่ 104 ต้น นอกจากนี้เมืองโอลิมเปียยังเป็นที่ตั้งของ เทวรูปแห่งเทพซุส หรือ เทวรูปซีอุสแห่งโอลิมเปีย (Statue of Zeus at Olympia) รูปปั้นที่มีความสูง ประมาณ 13 เมตร (43 ฟุต) ถูกสร้างจากไม้ ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตร

โดยเทวรูปแห่งเทพซุส จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ถือเป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เช่นเดียวกับ ประภาคารฟาโรส หรือ วิหารอาร์เทอมีส และถือเป็นสิ่งร่วมสมัยกับวิหารพาร์เธนอน เทวรูปนี้ถูกทำลายลงเพราะอัคคีภัยในปี ค.ศ. 475 ปัจจุบันนี้ไม่เหลือซากชิ้นส่วนใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย

 

 

พิพิธภัณฑ์โบราณคดี

หลัง จากนั้นขอแนะนำให้คุณไปเยือน วิหารเทพีเฮร่า(Temple of Hera) วิหารที่ถูกสร้างขึ้นประมาณ 590 ปีก่อนคริสตกาล เป็นวิหารโบราณที่ปัจจุบันหลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง เนื่องจากถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวในช่วงก่อนศตวรรษที่ 4 และไม่เคยสร้างขึ้นมาใหม่

 

 

พิพิธภัณฑ์โบราณคดี

สุด ท้ายขอแนะนำให้คุณไปเยือน พิพิธภัณฑ์โบราณคดี (Archaeological Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุอันสำคัญในอดีตที่มีประวัติศาสตร์อัน ยาวนานและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ให้ท่านได้สัมผัสสมบัติและความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ อาทิเช่น ชิ้นส่วนจากวิหารต่างๆ, รูปปั้น ชิ้นส่วนสำคัญๆ ตามโบราณสถานที่ได้นำมาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งควรค่าแก่การเก็บรักษา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก แห่งหนึ่งของประเทศกรีซ….

 

 

BIGTHNAKCREDIT :http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=amuletstory&month=04-2012&date=01&group=41&gblog=5

‘♥ เที่ยวภาค 4 อารยธรรมเก่าแก่บนคาบสมุทรเพโลพอนเนส

❤ ๏เที่ยวกรีกอารยธรรมเก่าแก่บนคาบสมุทรเพโลพอนเนส ๏

‘♥เที่ยวภาค 4 อารยธรรมเก่าแก่บนคาบสมุทรเพโลพอนเนส

วันนี้เราพาทัวร์จากเอเธนส์ไปยังเมืองสำคัญบนคาบสมุทรเพโลพอนเนส (Peloponnese)  ซึ่งอยู่ห้อยเป็นติ่งใหญ่ ๆ ตอนปลายคาบสมุทรบอลข่าน คาบสมุทรแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญ ๆ ในยุคกรีซโบราณเป็นเวลานับพันปีก่อนที่เอเธนส์จะรุ่งเรืองเสียอีก

ให้ดูรูปจากแผนที่ก่อน  หาเจอไหม??

คาบสมุทรเพโลพอนเนสถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ของกรีซด้วยคลองโครินธ์ (Isthmus of Corinth)  ซึ่งเป็นคลองที่ขุดขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์   มีความยาว 6.3 กิโลเมตร   ในอดีตเรือที่จะวิ่งรอบคาบสมุทรเพโลพอนเนสต้องแล่นอ้อมเป็นระยะทางไกลมาก  ได้มีความพยายามจะขุดคลองนี้ตั้งแต่สมัยกรีซโบราณ แต่ไม่สำเร็จเพราะวิทยาการความรู้ไม่เพียงพอ  จนกระทั่งสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จลงในปี ค.ศ.1893  ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่  หลังจากขุดคลองนี้เสร็จ มีผลทำให้คาบสมุทรเพโลพอนเนสกลายเป็นเกาะที่มีน้ำล้อมรอบทุกด้านอย่าง สมบูรณ์

เมืองโบราณไมซินี (Mycenae)  หรือออกเสียงแบบกรีกว่าไมคิเน่   เมืองนี้มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน มีหลักฐานการตั้งรกรากของผู้คนกว่าสองพันปีก่อนคริสตกาลในยุคบรอนซ์   จนเกิดเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น   เมืองนี้มีความเก่าแก่ (ยิ่งกว่าเอเธนส์หรือเมืองอื่น ๆ ) ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตกาล ถึงศตวรรษที่ 12 ก่อนคริสตกาล   อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองนี้แหล่งกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกเลยทีเดียว  และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1999

จุดที่สำคัญจุดหนึ่งก็คือประตูสิงโต (Lion Gate)  เหนือประตูจะเป็นแผ่นหินรูปสามเหลี่ยมเพื่อรองรับน้ำหนักของก้อนหินตอนบนและ แกะสลักเป็นรูปสิงโตสองตัวหันหน้าเข้าหากัน

เราอาจติดตามร่องรอยอารยธรรมและความเจริญของไมซินีได้จากมหากาพย์อิเลียด (Iliad) และโอดิสซี (Odyssey) ของโฮเมอร์    เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรกรีกที่ทำสงครามกับเมืองทรอยจนเป็นเรื่อง ราวอันยิ่งใหญ่ ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของชาวทรอย  (ปัจจุบันทรอยเป็นเพียงซากปรักหักพังอยู่ในประเทศตุรกี)

ภาพที่เห็นคือสุสานของจักรพรรดิอากาเมมนอนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรไมซินี

โรงละคร (theatre) แห่งเมือง เอพิดอรัส  (Epidaurus)  มีความสวยงามทั้งในแง่ของสมมาตรและรูปร่างที่ได้สัดส่วน  เดิมทีชาวกรีกสร้างที่นั่งไว้ 34 ขั้น ต่อมาชาวโรมันได้ต่อเติมให้สูงเพิ่มขึ้นไปอีก 21 ขั้น  สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของโรงละครแห่งนี้คืดเรื่องของอคูสติกที่ดีมาก ๆ  ถ้านักร้องหรือนักแสดงยืนอยู่ ณ จุดตรงกลางบริเวณลานแสดงแล้วร้องหรือพูดด้วยเสียงปกติโดยไม่ต้องใช้เครื่อง ขยาย ผู้ชมบนอัฒจรรย์ที่อยู่สูงแค่ไหนก็ตามจะได้ยินเสียงอย่างชัดเจน  แต่ถ้านักแสดงขยับห่างออกมาจากจุดตรงกลางลานเพียง 1-2 เมตร ผู้ชมที่นั่งอยู่แถวที่สิบอาจจะต้องเงี่ยหูฟังว่าพูดหรือร้องว่าอะไร  นับเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวกรีกโบราณ

ปัจจุบันโรงละครแห่งเมืองเอพิดอรัสได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเช่นเดียวกัน

ภาพถ่ายจากอากาศ

เมืองแนฟพลิออน (Nafplion) เป็นเมืองท่าริมทะเล  บรรยากาศดีมาก  เหมาะจะมานั่งเล่นรับประทานอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นริมทะเล  เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของกรีซมาก่อนในปี ค.ศ. 1829-1834 หลังจากที่ทำสงครามประกาศเอกราชกับประเทศตุรกีเป็นผลสำเร็จ  ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเอเธนส์ด้วยเหตุผลที่ว่าเอเธนส์เคย เป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาแต่อดีตกาล  อย่างที่เคยกล่าวแล้วว่าประวัติศาสตร์ของกรุงเอเธนส์หายไปเกือบสองพันปี  เพราะหลังจากที่เสื่อมสลายลงก็กลายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ จนเพิ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นเมืองหลวงอีกครั้งเมื่อไม่ถึง 200 ปีที่ผ่านมา

เมืองแนฟพลิออนมีป้อมปราการอยู่บนยอดเขาสูงกลางเมือง และจุดที่น่าสนใจก็คือเมืองน่ารัก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลมากกว่า

เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เกียวพันกันของกรีซและตุรกี  หลังจากที่กรีซถูกโรมันปกครอง ดินแดนที่อยู่บนคาบสมุทรบอลข่านที่เป็นประเทศกรีซในปัจจุบันก็เสื่อมสลายลง ไป  ภายหลังที่โรมันแยกออกเป็นอาณาจักรโรมันตะวันออกและโรมันตะวันตก  อาณาจักโรมันตะวันออกมีศูนย์กลางที่กรุงคอนแสตนติโนเปิล ซึ่งคือกรุงอิสตันบุลในปัจจุบัน รับภาษากรีกเป็นภาษาประจำชาติ (ขณะที่โรมันตะวันตกใช้ภาษาลาติน) และรับวัฒนธรรมกรีกเป็นวัฒนธรรมของตน  เรียกอาณาจักรที่สร้างใหม่นี้ว่าอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine)  มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมประเทศตุรกีและเอเชียไมเนอร์ และมีความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในคริสตศตวรรษที่ 11-12

อาณาจักรไบแซนไทน์ถูกชนเผ่าออตโตมันตีแตกและกรุงคอนแสตนติโนเปิลก็ล่มสลายลง ในวันที่ 29 พฤษภาคม 1453  กลายมาเป็นเมืองอิสตันบุลในปัจจุบัน   หลังจากนั้นประเทศกรีซก็ไม่เคยปรากฏบนแผนที่โลกจนกระทั่งมีความพยายามเรียก ร้องอิสรภาพจากตุรกีในช่วงต้นศตวรรษที่ 19  มีการทำสงครามนองเลือดบนคาบสมุทรกรีซและตามที่ต่าง ๆ จนกระทั่งได้ทำสนธิสัญญาสงบศึกและให้กรีซเป็นเอกราชในที่สุด

ที่สุดปลายอีกด้านหนึ่งของคาบสมุทรเพโลพอนเนสเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ โอลิมเปีย (Olympia)  ที่แห่งนี้เป็นสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิกโบราณ ซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปี เริ่มมีการแข่งขันตั้งแต่ปี 776 ก่อนคริสตกาลเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 393   เมืองต่าง ๆ จะส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน  รางวัลสำหรับผู้ชนะก็คือ ช่อมะกอกไว้สวมศีรษะ (น่าตื่นเต้นมะ)  ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งเกี่ยรติยศสำหรับผู้ชนะ

ที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพซูส (Temple of Zeus)  ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ  ปัจจุบันเหลือแต่ซาก

ในการแข่งขันโอลิมปิกยุคปัจจุบันก่อนเริ่มการแข่งขันทุกครั้ง จะต้องเริ่มต้นจุดไฟคบเพลิงด้วยแสงอาทิตย์จากกระจกโค้งรูปพาราโบลา ณ ที่ตั้งของสนามแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโบราณที่เมืองโอลิมเปียทุกครั้ง  จากนั้นจะส่งคบเพลิงต่อโดยผ่านไปยังประเทศต่าง ๆ จนถึงประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน

♥ ภาค 4 อารยธรรมเก่าแก่บนคาบสมุทรเพโลพอนเนส

bigthank credit : http://cherokee.exteen.com/20080716/entry

‘♥ เที่ยวภาค 3 เอเธนส์-อะโครโปลิส3 สะดือโลกที่เดลฟี และโบสถ์ลอยฟ้าที่เมทิโอรา

❤ ๏เที่ยวกรีกอารยธรรมเก่าแก่ ๏

‘♥  เที่ยวภาค 3สะดือโลกที่เดลฟี และโบสถ์ลอยฟ้าที่เมทิโอรา

    จากเอเธนส์ขึ้นมาทางเหนือประมาณ 3 ชั่วโมง  จะถึงเมืองเก่าชื่อเดลฟี (Delphi) ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาพาร์นาสซัส (Parnassus) มีภูมิประเทศที่สวยงามมาก  ในอดีตเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางโลกหรือสะดือของโลก (navel of the earth)  ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

เมืองนี้ในอดีตเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพอพอลโล ซึ่งเป็นสุริยเทพตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณ  ปัจจุบันวิหารเทพอพอลโลผุพังจนเหลือแต่ซากในรูปถัดไป แต่รูปที่เห็นจนเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเดลฟีกลับเป็นวิหารกลมที่ เรียกว่า tholos ซึ่งเป็นวิหารของเทพอะธีนา  ใครเคยดูหนังเรื่อง Stargate ที่ฉายทางเคเบิ้ลทีวี จะเห็นจุดนี้เป็นประตูเชื่อมต่อไปยังจักรวาลระบบอื่น ๆ

ในรูปนี้จะเห็นวิหารเทพอพอลโลตั้งอยู่บนไหล่เขาอยู่ต่ำกว่าโรงละครกลางแจ้ง ลงไปหนึ่งชั้น  ในรูปจะเห็นเพียงแค่ฐานรูปสี่เหลี่ยมและมีเสา 4-5 ต้นทางด้านซ้าย  ในอดีตวิหารแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันเนื่องจากมีนักบวชหญิงที่เป็นเหมือน ร่างทรงของเทพอพอลโล (มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า oracles) ที่จะคอยให้คำพยากรณ์ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวยันเรื่องการบ้านการเมือง  ใครจะส่งทหารไปรบที่ไหนก็ต้องมาปรึกษาคำพยากรณ์ของเทพอพอลโลที่วิหารแห่ง เมืองเดลฟีนี้

ถัดจากวิหารขึ้นมาจะเห็นโรงละครกลางแจ้ง คนที่ชมการแสดง ณ สถานที่แห่งนี้คงมีความสุขมาก ๆ แน่ ๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงาม

สูงขึ้นไปอีกชั้นจากโรงละครจะเป็นสนามกีฬารูปร่างคล้าย ๆ กับสนามกีฬาโอลิมปิกในกระทู้ก่อน  สมัยโบราณไว้แข่งขันกีฬาไพเธียน  (Pythian games) ซึ่งจัดเป็นประจำทุก 4 ปีเช่นเดียวกับกีฬาโอลิมปิกแต่อยู่คนละเมืองกัน

ถัดขึ้นไปจากเดลฟีประมาณ 3-4 ชั่วโมง ทางตอนกลางของประเทศกรีซ จะพบหมู่สำนักสงฆ์ลอยฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกว่า เมทีโอร่า (Meteora)

พระในศาสนาคริสต์นิกายกรีกออโธดอกซ์ ได้สร้างสำนักสงฆ์ (monastery) ไว้หลายแห่งบนยอดเขาหินทรายที่สูงชันจากพื้นราบ  ดูแล้วชวนให้เกิดความสงสัยว่าขึ้นไปสร้างอาคารบนยอดเขาสูงได้อย่างไร   ยิ่งกว่านั้นพระสงฆ์ที่อยู่ข้างบนหาอาหารและน้ำได้อย่างไร  แล้วทำไมถึงต้องไปสร้างอยู่บนนั้น  ต้องการปลีกวิเวก หรือต้องการเข้าถึงพระเจ้าให้ใกล้ที่สุด

จริง ๆ แล้ว พระสงฆ์เหล่านี้หนีการคุกคามของพวกเตอร์กที่นับถือศาสนาอิสลามและกำลังแผ่ ขยายอิทธิพลมายังคาบสมุทรกรีซ  และพบว่าแท่งหินทรายสูงชันเหล่านี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการตั้งสำนัก สงฆ์เพื่อสืบทอดศาสนาต่อไป   ในราว 800-900 ปีก่อน เมื่อเริ่มสร้างมีสำนักสงฆ์ทั้งหมด 20 แห่งด้วยกัน  แต่ปัจจุบันเหลือที่เปิดทำการจริงอยู่เพียง 6 แห่งเท่านั้น

ในสมัยก่อน การขึ้นไปยังสำนักสงฆ์เหล่านี้ทำได้ยากลำบากมาก  ต้องใช้เชือกหรือตาข่ายเพื่อใช้ในการปีนป่าย   การส่งข้าวของเครื่องใช้และอาหารจะผ่านทางเชือกและตะกร้าเท่านั้น   เพิ่งจะมีการสร้างบันไดทางขึ้นและสะพานเชื่อมเมื่อไม่ถึงร้อยกว่าปีมานี้เอง

หมู่สำนักสงฆ์เหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ใน ปี พ.ศ.2531  เนื่องจากการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปะแบบไบแซนไทน์เข้ากับสภาพแวด ล้อมที่งดงามทางธรรมชาติ

นักบวชในนิกายกรีกออโธดอกซ์จะใส่ชุดคลุมยาวสีดำตลอดทั้งชุด  ผิดกับบาทหลวงทางฝั่งโรมันแคธอลิกที่ใส่ชุดขาวทั้งชุด   ทั้งสองนิกายแยกออกจากกันตอนที่อาณาจักรโรมันแยกเป็นอาณาจักรโรมันตะวันตก และอาณาจักรโรมันตะวันออก   เมื่อแยกการปกครองทางโลกออกจากกัน จึงแยกการปกครองทางศาสนาออกจากกันด้วย  นิกายออโธดอกซ์จึงเผยแพร่เข้าไปในประเทศทางยุโรปตะวันออก เช่น รัสเซีย โรเมเนีย บัลแกเรีย

แท่งหินตรงกลางมีชื่อเรียกว่า Finger of God หรือนิ้วของพระเจ้า

GOOGLE MAP ‘♥ ภาค 3 สะดือโลกที่เดลฟี และโบสถ์ลอยฟ้าที่เมทิโอรา

BIGTHANKCREDIT:http://cherokee.exteen.com/20080709/entry

‘♥ เที่ยวภาค 2 ตะลอนรอบเมืองเอเธนส์

❤ ๏เที่ยวกรีกอารยธรรมเก่าแก่ ๏

‘♥ เที่ยวภาค 2 ตะลอนรอบเมืองเอเธนส์

ประตูที่เห็นในรูปนี้ชื่อประตูเฮเดรียน (Hadrian’s Gate) ตามชื่อของจักรพรรดิโรมันที่สร้างไว้เพื่อแยกเขตเมืองเก่าออกจากนอกเมือง ซึ่งกลายเป็นเมืองใหม่ในปัจจุบัน

       จริง ๆ แล้วเมืองเอเธนส์เสื่อมสลายกลายเป็นหัวเมืองธรรมดาภายหลังที่อาณาจักรโรมัน เข้ามาแทนที่อาณาจักรกรีซโบราณ หลังจากนั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็ถูกปกครองด้วยจักรวรรดิออตโตมันเตอร์กเป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี จนทำสงครามประกาศเอกราชได้เป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ.1832 ไม่ถึง 200 ปีมานี้เอง ถ้าเดินเล่นรอบ ๆ เมือง จะเห็นการกระโดดของประวัติศาสตร์จากซากปรักหักพังเมื่อ 2 พันปีก่อน แล้วกลายมาเป็นอาคารบ้านเรือนเมืองใหม่ในยุคปัจจุบัน เหมือนกับว่าใครฉีกหน้าประวัติศาสตร์ไปเกือบสองพันปีเลยทีเดียว ในช่วงที่หายไปประวัติศาสตร์ของกรีซย้ายไปอยู่ที่อาณาจักรไบแซนไทน์ที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งคือเมืองอิสตันบุลในปัจจุบัน จะเห็นว่าประวัติศาสตร์กรีซและตุรกีมีความเกี่ยวพันกันอย่างสึกซึ้งในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาแล้วจะค่อย ๆ ขยายความต่อไป


หลังประตูเฮเดรียนจะเป็นวิหารของเทพซูสหรือถ้าเรียกแบบโรมันก็จูปิเตอร์ เป็นอาคารแบบโครินเธียน (สังเกตที่หัวเสาเป็นช่อดอกไม้) ไม่แน่ใจว่าวิหารนี้เคยสร้างเสร็จหรือไม่ มองไกล ๆ จะเห็นเนินเขาอะโครโปลิสและวิหารพาร์เธนอน


สนามกีฬาโอลิมปิก (Olimpiakos stadium) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1896 เพื่อใช้เป็นสถานที่เปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ที่เริ่มขึ้นเป็น ครั้งแรกที่เอเธนส์ในปีนั้น สนามกีฬานี้สร้างขึ้นตามแบบสนามกีฬาโบราณและสร้างขึ้น ณ ตำแหน่งที่ตั้งเดิมของสนามที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน สังเกตว่าสนามกีฬาเป็นรูปตัวยู เอาไว้ใช้แข่งพวกกรีฑาเป็นหลัก ไม่เหมือนสนามกีฬายุคปัจจุบันซึ่งจริง ๆ ก็คือสนามฟุตบอล

ส่วนรูปนี้คือสนามกีฬาโอลิมปิก ปี 2004


จุดที่สำคัญในเขตเมืองใหม่คือจตุรัสซินตักมา (Sintagmar Square) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการรัฐบาลและอาคารรัฐสภา ที่น่าสนใจคือทุก ๆ ชั่วโมงเขาจะมีการเปลี่ยนการ์ด ชุดแต่งกายและท่าทางตอนเปลี่ยนการ์ดนี่น่าดูมาก


ต้องทำท่านี้ เตะขาสูง ๆ หัวรองเท้าต้องมีฟู ๆ


ใครที่ชอบช้อปปิ้งก็มีย่านเรียกว่า “พลาก้า” (Plaka) อยู่ติดกันกับอะโครโปลิส เป็นแหล่งศูนย์รวมสินค้าให้เลือกช้อปกันกระจาย
บ้านเรือนแถวนี้ก็สวยงาม เหมือนอยู่บนเกาะริมทะเล


ตลาดพลาก้าในกรุงเอเธนส์


เดินเลยถัดไปจะเป็นเขตเมืองเก่าเรียกว่าอะโครา (Acora
) มีแต่ซาก ยกเว้นวิหารที่สมบูรณ์ที่สุดในเอเธนส์คือวิหารฮีเฟสตัส (Temple of Hephaestus)  เป็นอาคารในไสตล์ดอริก (หัวเสาเรียบ)  มีอายุเก่าแก่กว่า 2,400 ปี ใกล้เคียงกันกับอะโครโปลิส  แต่มีสภาพสมบูรณ์กว่า


อาคารที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเธนส์คืออาคาร National Academy of Athens แปลเป็นไทยได้ว่าราชบัณฑิตยสภาแห่งกรุงเอเธนส์ สร้างในไสตล์นีโอคลาสสิก หัวเสาแบบไอออนิก



ด้านหน้ามีรูปปั้นนักปรัชญากรีกโบราณเพลโต้และอริสโตเติ้ลนั่งอยู่คนละฝั่ง ด้านหลังบนหัวเสาเป็นรูปปั้นเทพเจ้ากรีก องค์นี้คือเทพอพอลโล  อีกฝั่งเป็นเทพีอะธีนาในชุดนักรบถือหอกและโล่


ถ้าใครเบื่อในเมืองแล้ว จะออกไปเที่ยวนอกเมืองก็ได้ที่แหลมซูเนียน (Sunion) อยู่ทางใต้ของเอเธนส์ไปชั่วโมงนึง ที่นี่จะมีวิหารของเทพโพไซดอน (เนปจูน ถ้าเรียกตามแบบโรมัน) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล

เราชมพระอาทิตย์ตกที่แหลมซูเนียนกัน ต่อไปจะพาขึ้นเหนือไปชมเมืองโบราณที่เดลฟี

GOOGLE MAP ‘♥ เที่ยวภาค 2 ตะลอนรอบเมืองเอเธนส์

 

 

BIGTHANKCREDIT : http://cherokee.exteen.com/20080616/entry